ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Thai Law & Accounting Services Co., Ltd. logoThai Law & Accounting

เอกสารไทย / ใช้ที่ญี่ปุ่น

เอกสารไทยไปใช้ญี่ปุ่น: ตรวจผู้รับก่อนแปลและนิติกรณ์

เอกสารไทยที่จะใช้กับสำนักงานเขตของญี่ปุ่น การยื่นเรื่องสถานะการพำนัก หรือสถาบันการศึกษา ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบการยื่นเหมือนกัน ระบุหน่วยงานและประเภทคำขอให้ชัดก่อนจัดคำแปลหรือส่งต้นฉบับเข้ากระบวนการรับรอง

ภาพประกอบการตรวจเอกสารไทยและคำแปลก่อนใช้ในญี่ปุ่น
ภาพประกอบสร้างขึ้น ไม่ใช่เอกสาร ลูกค้า บุคลากร หรือสำนักงานจริง

เริ่มจากกรณีใช้งาน ไม่ใช่ชื่อประเทศ

จดทะเบียนกับสำนักงานเขตในญี่ปุ่น

ขอรายการเอกสารจากสำนักงานเขต (市区町村役場) ที่จะรับคำขอโดยตรง เช่น กรณีทะเบียนสมรสหรือทะเบียนครอบครัว ตรวจว่าต้องใช้ฉบับที่ออกเมื่อใด คำแปลภาษาญี่ปุ่นแบบใด และมีขั้นตอนรับรองลายมือชื่อหรือไม่ อย่านำรายการสำหรับงานตรวจคนเข้าเมืองมาใช้แทน

ยื่นต่อหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง

ตรวจรายการเฉพาะประเภทการพำนักจาก Immigration Services Agency of Japan คำขอแต่ละประเภทอาจมีหลักฐานและเกณฑ์คำแปลต่างกัน การแปลไม่ใช่หลักฐานว่าลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ไทยบนเอกสารต้นฉบับได้รับการรับรองแล้ว

ใช้กับมหาวิทยาลัยหรือนิติบุคคล

ผู้รับอาจขอเอกสารภาษาอังกฤษแทนฉบับแปลญี่ปุ่น หรือกำหนดรูปแบบสำเนาของตนเอง ขอข้อกำหนดจากผู้รับก่อนสั่งแปลหรือรับรองหลายชั้นโดยไม่จำเป็น

ลำดับตรวจเอกสารที่ไม่ควรข้าม

  1. 01ระบุชื่อสำนักงานผู้รับในญี่ปุ่น ประเภทคำขอ และรายการเอกสารฉบับล่าสุดที่ผู้รับให้มา
  2. 02ตรวจต้นฉบับไทย: ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปี และหลักฐานเปลี่ยนชื่อ; ถามผู้รับว่าต้องใช้ฉบับคัดรับรองใหม่หรือไม่
  3. 03ถามภาษาคำแปล รูปแบบ ผู้แปลที่ยอมรับ และต้องแนบต้นฉบับหรือสำเนา; ส่งข้อความข้อกำหนดให้ผู้แปลก่อนเริ่มงาน
  4. 04ถ้าผู้รับกำหนดการรับรองเอกสาร ให้สอบถามกรมการกงสุลและหน่วยงานญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องเรื่องลำดับ นิติกรณ์/การรับรองสถานทูต และการยื่นเอกสารฉบับจริง

คำแปลกับการรับรองต้นฉบับเป็นคนละเรื่อง

คำแปลช่วยให้ผู้รับอ่านเนื้อหาเอกสารไทยได้ ส่วนการนิติกรณ์ตรวจลายมือชื่อหรือตราของเจ้าหน้าที่ตามขอบเขตที่หน่วยงานรับรองกำหนด ไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่งรับประกันว่าผู้รับในญี่ปุ่นจะยอมรับเอกสารทุกประเภท การรับรองโดยทนาย Notary Public ก็ไม่ใช่สิ่งทดแทนขั้นตอนหน่วยงานรัฐโดยอัตโนมัติ

สถานะ Apostille สำหรับเอกสารที่ออกในไทย

ตามตารางสถานะ HCCH ไทยภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญามีผลกับไทย 28 กุมภาพันธ์ 2570 ดังนั้น ณ 1 ตุลาคม 2569 อย่าสั่ง Apostille ที่ออกโดยไทยเพื่อใช้แทนสายการรับรองปัจจุบัน หากผู้รับญี่ปุ่นขอรับรอง ให้ตรวจข้อกำหนดเฉพาะกรณีกับผู้รับ กรมการกงสุล และสถานทูตญี่ปุ่นก่อน หลังวันมีผลต้องตรวจสถานะและวิธีดำเนินการอีกครั้ง

ข้อมูลที่ช่วยให้ตรวจงานได้ตรงจุด

  • ภาพเอกสารครบทุกหน้าและด้านหลัง โดยปกปิดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินเบื้องต้น
  • ชื่อหน่วยงานผู้รับ เมืองในญี่ปุ่น ประเภทคำขอ และลิงก์หรือข้อความข้อกำหนดที่ได้รับ
  • การสะกดชื่อในหนังสือเดินทาง หลักฐานเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี) และจำนวนชุดที่ต้องใช้
  • แจ้งว่ามีฉบับจริงหรือฉบับคัดรับรอง และกำหนดยื่นที่ผู้รับแจ้ง

ระยะเวลาและค่าบริการ: สอบถามเจ้าหน้าที่หลังตรวจชนิดเอกสารและข้อกำหนดผู้รับ ไม่กำหนดเวลาเดียวสำหรับทุกคำขอ

ตรวจข้อกำหนดล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตรวจทานข้อมูลอ้างอิงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 · เว็บไซต์หน่วยงานญี่ปุ่นอาจจำกัดการเข้าถึงจากบางเครือข่าย จึงต้องยืนยันรายละเอียดคำขอโดยตรงกับผู้รับก่อนยื่น · ภาพประกอบเป็นภาพสร้างและยังรอการตรวจสิทธิภาพ/การทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนเปิดให้ค้นหา